บริการฉีดพ่นฆ่าเชื้อโดยทีมงานผู้เชี่ยวชาญ

บริการฉีดพ่นฆ่าเชื้อโดยทีมงานผู้เชี่ยวชาญ

บริการฉีดพ่นฆ่าเชื้อโดยทีมงานผู้เชี่ยวชาญ

โรคประจำถิ่นคืออะไร ? และจะเกิดอะไรขึ้น เมื่อ โควิด-19 กำลังจะกลายเป็น “โรคประจำถิ่น”

โรคประจำถิ่นคืออะไร ? และจะเกิดอะไรขึ้น เมื่อโควิด-19 กำลังจะกลายเป็น “โรคประจำถิ่น”

โรคประจำถิ่น : เป็นเวลากว่า 2 ปี กับการที่ประเทศไทยได้อยู่ร่วมกับโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา (COVID-19) หรือโควิด -19 ที่เราคุ้นเคยกัน โรคที่คร่าชีวิตผู้คนบนโลกกว่า 18.2 ล้านคน จนถึงทุกวันนี้โควิด-19 ยังมีอัตราของผู้ป่วยที่ติดเชื้อเพิ่มสูงขึ้นในทุก ๆ วัน และจะมีอัตราที่เพิ่มขึ้นและลดลง สลับหมุนเวียนอยู่ตลอดเวลาตามสายพันธุ์ใหม่ ๆ ที่เข้ามา และล่าสุด 1 มีนาคม 2565 ถือเป็นวันแรกที่รัฐบาลไทยปรับแนวทางบริหารจัดการโรคโควิด-19  จากโรคระบาดใหญ่ (Pandemic) เพื่อเปลี่ยนผ่านเป็น “โรคประจำถิ่น” (Endemic) 

โรคประจำถิ่นคืออะไร (Endemic)

หากอธิบายคำว่า “โรคประจำถิ่น” ตามความหมายของพจนานุกรม ก็จะหมายถึง ‘โรค ความผิดปกติ หรือเชื้อก่อโรคที่เกิดขึ้นคงที่ในพื้นที่ทางภูมิศาสตร์หรือกลุ่มประชากร เป็นโรคที่เกิดขึ้นประจำในพื้นที่นั้น ๆ สามารถคาดการณ์ได้ว่าจะพบในพื้นที่ไหน บริเวณไหน เกิดขึ้นกับใคร หรือฤดูใด 

สำหรับการระบาดของโรคติดต่อ มี 4 ระดับ ได้แก่

1) Endemic (โรคประจำถิ่น) คือ โรคที่เกิดขึ้นประจำในพื้นที่นั้น กล่าวคือมีอัตราป่วยคงที่และสามารถคาดการณ์ได้ โดยขอบเขตของพื้นที่อาจเป็นเมือง ประเทศ หรือใหญ่กว่านั้นอย่างกลุ่มประเทศ หรือทวีป เช่น ไข้หวัดใหญ่ ไข้เลือดออกในประเทศไทย โรคมาลาเรียในทวีปแอฟริกา

2)  Outbreak (การระบาด) คือ เหตุการณ์ที่มีผู้ป่วยเพิ่มขึ้นผิดปกติ ทั้งในกรณีโรคประจำถิ่น แต่มีจำนวนผู้ป่วยมากกว่าที่คาดการณ์ หรือในกรณีโรคอุบัติใหม่ ถึงแม้จะมีผู้ป่วยเพียงรายเดียว

3)  Epidemic (โรคระบาด) เป็นการระบาดของโรคที่แพร่กระจายกว้างขึ้นในเชิงภูมิศาสตร์ ซึ่งโรคระบาดที่แผ่ไปในพื้นที่ที่กว้างขึ้นนั้นเป็นการระบาดที่เพิ่มขึ้นอย่างฉับพลัน และมีจำนวนผู้ติดเชื้อเกินกว่าที่คาดการณ์ได้ เช่น โรคอีโบลาที่ระบาดในทวีปแอฟริกาตะวันตกในปี 2557-2559

4 ) Pandemic (การระบาดใหญ่/ทั่วโลก) หรือ ระดับการระบาดสูงสุด เช่น การระบาดของไข้หวัดใหญ่ที่ย้อนกลับไปตั้งแต่ปี พ.ศ. 2461 (Spanish flu) หรือการระบาดของไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 และล่าสุดคือการระบาดของ COVID-19 ในอย่างน้อย 122 ประเทศทั่วโลก

เพราะเหตุใดโควิด-19 ถึงกลายเป็นโรคประจำถิ่น ?

นพ.รุ่งเรือง กิจผาติ หัวหน้าที่ปรึกษาระดับกระทรวง และโฆษกกระทรวงสาธารณสุข พบว่าเกณฑ์การประเมินของไทยอยู่ในระดับที่ดีมากในการรับมือกับโรคโควิด-19 โดยมีหลักเกณฑ์และค่าเป้าหมาย เช่น ผู้ป่วยรายใหม่ไม่เกิน 10,000 ราย/วัน อัตราป่วย-ตาย น้อยกว่าร้อยละ 0.1 การเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล น้อยกว่าร้อยละ 10 และประชาชนมีภูมิต้านทานเพียงพอ กลุ่มเสี่ยงป่วยรุนแรงได้วัคซีนอย่างน้อย 2 โดส มากกว่า 80% (ปัจจุบันฉีดแล้ว 70-75%) เป็นต้น ซึ่งหากสถานการณ์เหมาะสมและเข้าหลักเกณฑ์ที่กำหนด กระทรวงสาธารณสุขจะมีการประกาศแจ้งให้ทราบอีกครั้ง โดยเบื้องต้นมีการกำหนดวันที่ 1 กรกฎาคม 2565 เป็นวันแรกที่จะปรับแนวทางให้โควิด-19 กลายเป็นโรคประจำถิ่น ไมว่าจะด้วยเหตุผลเพราะ..

1. ตัวเชื้อ ตัวเชื้อโควิด-19 มีสภาพอ่อนลงแล้ว ผลวิจัยอังกฤษพบโควิดอ่อนฤทธิ์ลงถึง 90% หลังลอยในอากาศ 20 นาที กล่าวคือโอกาสที่เราจะติดเชื้อโควิด-19 คือ จะอยู่ในระยะที่ใกล้ชิดไม่เกิน 2 เมตร และสามารถติดได้จากละอองฝอยเข้มข้นของเชื้อในอากาศ

2. ระบบภูมิคุ้มกัน ในประเทศไทยต้องการให้ฉีดวัคซีนกระตุ้นเข็ม 3 เพราะลดการป่วยหนักและการเสียชีวิตได้มากถึง 50% จากผลการศึกษาของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เผยข้อมูลสถิติการฉีดวัคซีนโควิด-19 ทั่วโลกแล้ว 11,124 ล้านโดส ใน 205 ประเทศ/เขตปกครอง โดยขณะนี้อัตราการฉีดล่าสุดรวมกันทั่วโลกที่ 19.7 ล้านโดสต่อวัน และมีแนวโน้มที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง  สำหรับประเทศไทยได้ฉีดวัคซีนแล้วกว่า 127,488,916 โดส ซึ่งถือว่ามีจำนวนผู้ที่ได้รับวัคซีนเพิ่มขึ้น และจะเพิ่มขึ้นไปเรื่อย ๆ 

3. ระบบสาธารณสุข ปัจจุบันสาธารณสุขของไทยมีความพร้อมในระดับหนึ่งในการดูแลผู้ป่วยโควิด-19 ซึ่งดูได้จากอัตราการครองเตียง ที่ปัจจุบันมีผู้ติดเชื้อจำนวนมาก แต่ใช้เตียงไปไม่เกิน 30% เพราะผู้ป่วยจำนวนมากเลือกที่จะกักตัวและรักษาตนเองตามอาการที่บ้าน หรือ Home isolation โดยมีแพทย์และพยาบาลเป็นผู้คอยสังเกตอาการ ผ่านการสอบถามใน Line Official ของแต่ละโรงพยาบาล

หากโควิด-19 กลายเป็น “โรคประจำถิ่น” จะเป็นอย่างไร ? 

แน่นอน หากเรามองภาพรวมสถานการณ์ตอนนี้ก็จะพบว่า โควิด-19 ในประเทศไทย อาจจะไม่ได้รุนแรงเท่าในช่วงปี 2564 ที่มีอัตราการเสียชีวิตสูง หรือการล็อกดาวน์ประเทศ ไม่ให้นักท่องเที่ยวจากประเทศเสี่ยง เดินทางเข้ามาในประเทศไทย ห้ามนั่งรับประทานอาหารตามร้านอาหาร ปิดห้างสรรพสินค้า หรือการปรับรูปแบบการทำงานเป็น Work From Home ตามบริษัทเอกชนต่าง ๆ 

ซึ่ง ณ เวลานี้ ประเทศไทยของเราได้คลายล็อกดาวน์ พร้อมลดหย่อนมาตรการป้องกันโควิด-19 หลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการเปิดสถานบันเทิง ผับ บาร์ เปิดห้างสรรพสินค้า หรือการกลับเข้ามาทำงานในสถานประกอบการ จนทำให้เราทุกคนได้ใช้ชีวิตที่เกือบปกติ แต่ยังต้องสวมแมสก์ พกเจลแอลกอฮอล์ และระวังตัวอยู่เสมอ ซึ่งในทางตรงกันข้าม ยอดผู้ติดเชื้อในประเทศก็ยังคงมีอัตราเพิ่มสูงขึ้นในทุก ๆ วัน แต่โดยส่วนใหญ่จะสามารถรักษาอาการที่บ้านได้ และไม่มีอาการหนัก ส่วนหนึ่งมาจากผลของการฉีดวัคซีน ที่ช่วยลดอาการเจ็บป่วย ของโควิด-19 ทำให้ยอดผู้เสียชีวิตลดลง ไม่สูงมากเมื่อเทียบกับช่วงแรก ที่หลายคนยังไม่ได้รับการฉีดวัคซีน อ่านเพิ่มเติมได้ ที่นี่

หากเป็น โรคประจำถิ่น จะมีผลกระทบต่อการรักษาพยาบาลหรือไม่ ? 

เลขาฯ สปสช. กล่าวว่า เรายังมีกรอบในการรักษาพยาบาลพี่น้องประชาชน หากพบว่า ประชาชนติดโควิด เราก็ยังต้องดูแลเรื่องรักษาพยาบาล โดย สปสช. ที่สนับสนุนงบประมาณให้หน่วยงานต่างๆ ก็ยังต้องดูแลปกติ เพียงแต่ในอนาคต อาจจะมีการ “ปรับรูปแบบ”

กรณีปรับการจ่ายค่ารักษาโรคโควิด -19 จากการระบบฉุกเฉินวิกฤติจากโควิด (UCEP) มาเป็นระบบปกติ ว่า ขณะนี้กระทรวงสาธารณสุข โดยกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) ได้แจ้งเบื้องต้นอย่างไม่เป็นทางการถึงทิศทางในอนาคตที่โควิดจะมีความรุนแรงลดลง หรือการที่โรคโควิด -19 เป็นโรคประจำถิ่น ซึ่งเชื่อว่าเมื่อรุนแรงลดลงแล้วน่าจะไม่เกิดภาวะการณ์ฉุกเฉินวิกฤติ ดังนั้นจึงอาจจะไม่มีระบบฉุกเฉินวิกฤติจากโควิดแล้ว ซึ่งในแง่ของการรักษาพยาบาลนั้นสปสช.จะต้องเข้าไปดูแลอยู่แล้ว ในลักษณะเป็นการจัดระบบบริการภาครัฐ ประชาชนยังได้รับการบริการ เพราะโรคโควิด – 19 ในทางกฎหมายก็ยังจัดเป็นโรคติดต่ออันตราย

“ตอนนี้ทางสปสช.ได้เตรียมความพร้อมในการทำงบประมาณปี  2566 ก็ได้บรรจุเรื่องนี้ในกรณีที่จะเข้าสู่ระบบปกติแล้ว งบประมาณอาจจะใช้งบประมาณพิเศษลดลง แต่แล้วมีการใช้งบฯ ปกติแทน โดยหากต้องนอนโรงพยาบาลก็จะคิดตามระบบกลุ่มวินิจฉัยโรคร่วม (DRG) ถ้าไม่ได้แอดมิทก็มีระบบการเหมาจ่ายรายหัว ถ้าต้องตรวจพิเศษก็จะมีค่าตรวจ ATK ค่าตรวจ RT-PCR เป็นต้น เพียงแต่เชื่อว่าเมื่อสถานการณ์เข้าสู่โหมดปกติแล้วความต้องการตรงนี้จะลดลง แต่ก็ยังไม่ได้มีการเผยแพร่ออกไป เผื่อสถานการณ์มีการเปลี่ยนแปลง เกิดการกลายพันธุ์รุนแรง แต่ตรงนี้เราก็เตรียมพร้อมเอาไว้ โดยหลักการคือต้องรอกระทรวงสาธารณสุขออกหลักเกณฑ์มาก่อน เพราะเป็นผู้ถือกฎหมายที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ขณะที่ สปสช.มี พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ อยู่ซึ่งยืนยันว่าทุกโรคต้องได้รับการรักษา”นพ.จเด็จกล่าว 

ตัวอย่างของโรคประจำถิ่น

ไข้หวัด หรือไข้หวัดใหญ่ 

เป็นโรคทางเดินหายใจที่เกิดจากไวรัสไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาลที่แพร่กระจายไปทั่วประชากรในแต่ละปี แม้ว่าไข้หวัดใหญ่จะเป็นโรคเฉพาะถิ่น แต่ไวรัสก็กลายพันธุ์บ่อยครั้ง และมีส่วนทำให้เกิดไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ตามฤดูกาลทุกปีคนส่วนใหญ่ที่ป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่ สามารถฟื้นตัวได้เองที่บ้านโดยมีอาการ ไม่รุนแรง อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยบางรายที่เป็นโรคประจำตัว ผู้สูงอายุ หรือเด็กเล็ก อาจมีความเสี่ยงที่จะเจ็บป่วยรุนแรงขึ้นได้  การวิจัยแสดงให้เห็นว่าไวรัสไข้หวัดใหญ่เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตมนุษย์เป็นเวลาอย่างน้อย 500 ปี 

ปัจจุบันประมาณ 8% ของประชากรสหรัฐป่วยด้วยไวรัสไข้หวัดใหญ่ในแต่ละปี ไวรัสไข้หวัดใหญ่แพร่กระจายผ่านทางละอองขนาดเล็กเมื่อผู้ติดเชื้อพูดคุย ไอ หรือจาม  โชคดีที่มีวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ประจำปีที่สามารถป้องกันไข้หวัดใหญ่ 4 สายพันธุ์ในแต่ละฤดูกาลได้ 

ไวรัสตับอักเสบบี (HBV) 

เป็นโรคเฉพาะถิ่นทั่วโลก แม้ว่า HBV จะไม่ใช่โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์เสมอไป แต่ก็สามารถติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้ แต่เราก็มีวัคซีนป้องกันโรคไวรัสตับอักเสบบี หากมีคนวางแผนที่จะเดินทางไปยังพื้นที่ที่มีโรคตับอักเสบเฉพาะถิ่น แนะนำให้ฉีดวัคซีน การฉีดวัคซีนป้องกันโรคไวรัสตับอักเสบ ในสหรัฐอเมริกาให้วัคซีนไวรัสตับอักเสบบีเป็นวัคซีนมาตรฐานที่ต้องฉีดให้เด็กทุกคน  เป็นต้น

สำหรับเราก็ต้องจับตามองสถานการณ์โควิด-19 กันต่อไป ว่าสถานการณ์จะเป็นไปในทิศทางใด จะดีขึ้นหรือแย่ลง หากแย่ลงก็ต้องหาแนวทางปรับเปลี่ยนวิธีแก้ปัญหา เล็งแก้ไขปัญหาได้อย่างถูกจุด เช่นเดียวกันหากสถานการณ์ดีขึ้น โควิด-19 ก็จะก้าวเข้าสู่ “โรคประจำถิ่น” ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ไม่มีอันตราย หากติดเชื้อเราก็สามารถรักษาได้ด้วยตัวเอง เหมือนโรคไข้หวัดธรรมดา และจะมีการแพร่เชื้อน้อยลง หากคนติดน้อยลงเช่นเดียวกัน 

ไม่ว่าจะเป็นโรคระบาด หรือโรคประจำถิ่น เราก็ควรปกป้องบ้าน ปกป้องคนที่เรารักด้วยการดูแลบ้านให้สะอาด ดูแลตัวเองให้ปลอดเชื้อ ให้ปลอดภัย ดังนั้นก็ควรใช้บริการพ่นยาฆ่าเชื้อที่ช่วยเพิ่มความปลอดภัย และสร้างความมั่นใจในบ้านและในสถานที่ต่าง ๆ ด้วยน้ำยาอิเล็กโทรไลต์ ที่เป็นนวัตกรรมจากสวิตเซอร์แลนด์ อย่าง ‘SteriPlant’ ที่มีคุณภาพสูง และความปลอดภัยระดับ Food Grade เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

หากอยากอ่านบทความดี ๆ เกี่ยวข้องกับสถานการณ์โควิดแบบนี้อีก ก็สามารถดูเพิ่มเติมได้ที่ Link

ติดต่อสอบถาม

📞 : 099 165 4462

📱FB : m.me/wecleanvr

📟 Line@ : @wecleanvr (มี @ข้างหน้าด้วย)

Ref : news.trueid,komchadluek,thestandard,healthline,.thairath

บริการฉีดพ่นฆ่าเชื้อโดยทีมงานผู้เชี่ยวชาญ