บริการฉีดพ่นฆ่าเชื้อโดยทีมงานผู้เชี่ยวชาญ

บริการฉีดพ่นฆ่าเชื้อโดยทีมงานผู้เชี่ยวชาญ

บริการฉีดพ่นฆ่าเชื้อโดยทีมงานผู้เชี่ยวชาญ

ปอด : อวัยวะสำคัญ ต้องรีบป้องกันจากเชื้อโควิด-19

ปอด : อวัยวะสำคัญ ต้องรีบป้องกันจากเชื้อโควิด-19 

โควิดลงปอด สภาวะที่ใครหลาย ๆ คนไม่อยากให้เกิดขึ้นกับตัวเอง หรือคนใกล้ตัว ในช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 เพราะมันส่งผลเสียกับร่างกายอย่างมากโดยเฉพาะ ปอด ที่เป็นอวัยวะสำคัญมาก ๆ ในระบบทางเดินหายใจ หากเชื้อ โควิดลงปอด แล้วไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกวิธี อาจจะอันตรายถึงแก่ชีวิต และแม้ว่าการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 จะมีสถานการณ์ที่คลี่คลายมีทิศทางที่กำลังดีขึ้น แต่ก็ควรระมัดระวัง ไม่ประมาทการ์ดไม่ตกในการป้องกันตัวเอง เพราะอาจจะติดเชื้อเมื่อไหร่ก็ได้

ผลกระทบและความรุนแรงของเชื้อโควิด-19

โดยผลกระทบจากโควิด-19 ส่งผลกระทบอย่างมากในการใช้ชีวิตในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นการออกไปทำงาน การไปเรียนหนังสือ หรือการไปทำธุระส่วนตัวข้างนอก และส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจเป็นวงกว้างไปทั่วโลกอีกด้วย อาการความรุนแรงของเชื้อโควิด-19 ในปัจจุบันส่วนมากพบผู้ป่วยติดเชื้อ มีอาการที่ไม่ค่อยรุนแรงมากเล็กน้อยถึงปานกลาง 80% อาการรุนแรง 14% และอาการวิกฤต 6% โดยติดมาจากการแพร่กระจายผ่านอากาศ ละอองฝอย ติดต่อได้จากการไอการจาม สัมผัสน้ำมูก น้ำลาย หรือการอยู่ในสถานที่ปิดแออัดอากาศไม่ถ่ายเท 

ความอันตรายของ โควิดลงปอด 

เมื่อเชื้อ โควิดลงปอด แล้ว จะส่งผลกระทบโดยตรงกับการทำงานของปอด เมื่อเชื้อโควิดแทรกซึมลงไปถึงปอด จะเพิ่มจำนวนเซลล์ขึ้น และเมื่อถึงช่วงหนึ่งก็จะทำลายเซลล์ แตกตัวออกมาเป็นไวรัสจำนวนมาก เมื่อเชื้อไวรัสนี้ลงปอดไปได้ ก็จะเข้าไปทำลายปอด จนไม่สามารถแลกเปลี่ยนออกซิเจนได้ ระดับออกซิเจนในเลือดลดต่ำลง จนเนื้อปอดไม่สามารถทำงานได้ในที่สุด อาจจะส่งผลถึงเสียชีวิตหากไม่ได้รับการรักษาที่ทันท่วงที 

กลุ่มเสี่ยงที่เมื่อเชื้อ โควิดลงปอด

1. ผู้สูงอายุ – เนื่องจากอายุที่มากขึ้น ก็ส่งผลให้ประสิทธิภาพในการทำงานของระบบในร่างกายเสื่อมสภาพลงตามด้วย 

2. ผู้ที่เคยมีอาการป่วยเกี่ยวกับปอด มีอยู่ด้วยกันหลายโรคเช่น โรคหอบหืด ถุงลมโป่งพอง หรือโรคมะเร็งปอด

3. ผู้ที่มีโรคอ้วน BMI มากกว่า 30 – โรคอ้วนจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบทางเดินหายใจ

4. ผู้ที่มีโรคแทรกซ้อนหรือโรคประจำตัว – เช่น โรคเบาหวาน โรคความดัน หรือโรคมะเร็ง เป็นต้น

ในบางครั้งการติดเชื้ออาจจะรุนแรงและทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้ ผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงจึงควรได้รับการฉีดวัคซีนเพื่อป้องกันโรคไว้ก่อน

โควิดสามารถทำลายปอดได้แม้ไม่มีอาการ

แม้บางครั้งหลายคนที่เชื้อ โควิดลงปอด แล้วไม่มีอาการที่แสดงออกมาชัดเจนว่าป่วย หรือเหนื่อยง่าย แต่พอตรวจออกซิเจนในเลือดกลับลดต่ำลงอย่างน่าเป็นห่วง ในช่วงแรกจะไม่แสดงอาการออกมา แต่พอมาถึงจุดหนึ่ง ร่างกายก็จะแสดงอาการออกมาด้วยการเหนื่อยแบบฉับพลันขั้นรุนแรง ส่งผลให้ระบบหายใจล้มเหลว เสี่ยงอันตรายถึงชีวิต เราเรียกอาการเหล่านี้ว่า “Happy Hypoxia” คือ สภาวะที่ร่างกายพร่องออกซิเจน แต่ไม่แสดงอาการออกมาหรือป่วยเพียงเล็กน้อย ร่างกายยังดูปกติแฮปปี้ ไม่รู้ตัวว่าร่างกายใกล้เข้าสู่ภาวะระบบหายใจล้มเหลวเฉียบพลัน มีภาวะปอดบวม เสี่ยงสูงต่อการเสียชีวิต และบวกกับสถานการณ์โอมิครอนที่กำลังแพร่ระบาดอย่างหนักในช่วงนี้ แม้จะไม่ค่อยมีอาการที่หนักมาก แต่ปัจจุบันได้มีการพัฒนาเป็นสายพันธุ์ ย่อย BA.4, BA.5, BA.2.12.1 มีความรุนแรงเท่ากับสายพันธุ์เดลต้า มีการกลายพันธุ์บนสายจีโนมของไวรัส ทำให้แพร่ระบาดได้รวดเร็วมากกว่าเดิม มีคุณสมบัติเชื่อมต่อกับผนังเซลล์ (ปอด) หลายเซลล์ให้เข้ารวมเป็นเซลล์เดียวกัน และก่อให้เกิดเนื้อเยื่อปอดอักเสบเช่นเดียวกับสายพันธุ์เดลต้าในอดีต หากเชื้อได้แพร่และลงไปได้ถึงปอด ก็ส่งผลให้อันตรายถึงชีวิตได้เช่นกัน

อาการเบื้องต้นของ โควิดลงปอด

  1. รู้สึกแน่นหน้าอก
  2. หายใจลำบาก
  3. มีไข้สูง 37.5 ขึ้นไป ติดต่อกัน 48 ชั่วโมง
  4. มีอาการไอแห้ง และมีเสมหะ 
  5. ค่าออกซิเจนในเลือดบริเวณปลายนิ้ว ไม่ควรมีระดับต่ำกว่า 95% และควรวัดอย่างน้อยวัดละ 2 ครั้ง
  6. รู้สึกเหนื่อย หรือหอบ

หลังโควิดลงปอด รักษาตัวเองอย่างไร

วิธีการดูแลตัวเองง่าย ๆ หลังรู้ตัวเองว่าติดเชื้อโควิด-19 โดยสามารถทำตามได้ระหว่างที่รอเข้ารับการรักษา Hospitel หรือผู้ป่วยที่รอการรักษาแบบ Home Isolation 

  1. แนะนำให้นอนคว่ำระหว่างรอเตียงเข้ารับการรักษา เพื่อไม่ปอดเกิดการกดทับ และทำงานได้ีดีมากยิ่งขึ้น เนื่องจากปอด 2 ใน 3 จะอยู่ด้านหลัง โดยวิธีการนอนคว่ำให้กอดหมอนไว้ที่หน้าอก จะช่วยให้นอนสบายขึ้น หากไม่สามารถนอนคว่ำได้ให้นอนตะแคง 45 องศา
  2. ดื่มให้ประมาณ 2 -2.5 ลิตรต่อวัน แต่ไม่ควรมากเกินไปเพราะจะทำให้เกลือแร่ในร่างกายเจือจางลง และควบคู่กับการรับประทานอาหารให้เพียงพอ
  3. พยายามขยับขาบ่อย ๆ ยืดเหยียดปลายเท้า งอขา เพื่อให้เลือดไหลเวียนได้ดี ป้องกันการเกิดลิ่มเลือด
  4. หากพบว่ามีไข้ ควรทานยาพาราเซตามอลเท่านั้น และควรทานทันทีตั้งแต่มีไข้ต่ำๆ ไม่ควรปล่อยให้ไข้ขึ้นสูง เพราะจะยิ่งทำให้ร่างกายยิ่งอ่อนแอ ในกรณีผู้ป่วยโรคตับห้ามรับประทานยาพาราเซตามอลโดยเด็ดขาด เพราะจะเป็นอันตรายอาจจะทำให้เกิดอาการไตวายได้
  5. หากมีอาการหายใจติดขัดหรือเหนื่อยมาก ๆ ควรแจ้งกับครอบครัวให้รับทราบ เผื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน จะได้นำตัวส่งโรงพยาบาลได้อย่างทันท่วงที และหากยังมีอาการเหนื่อยมากก็ควรหลีกเลี่ยงการเข้าห้องน้ำ เพราะอาจจะหมดสติภายในห้องน้ำได้

โดยการรักษา จะประกอบไปด้วยการให้ยาต้านไวรัส ตัวยาจะมีคุณสมบัติเข้าไปยับยั้งเชื้อโควิดไม่ให้แบ่งตัวเพิ่มและทำลายเซลล์ และแพทย์จะจ่ายยาต้านการอักเสบใช้ควบคู่กันกับยาต้านไวรัส เพื่อลดความอักเสบในร่างกาย

ในกรณีที่มีผู้ป่วยอาการหนัก เนื้อปอดถูกทำลายหรือปอดมีอาการบวมน้ำ แพทย์จะให้ใส่เครื่องช่วยหายใจและท่อช่วยหายใจ เพื่อเพิ่มปริมาณออกซิเจนให้กับปอด หรือการใช้เครื่องพยุงการทำงานของหัวใจและปอด ECMO (Extracorporeal Membrane Oxygenation) โดยเครื่องจะสามารถฟอกโลหิตของผู้ป่วย

และเติมออกซิเจนเข้าไป ก่อนที่จะคืนกลับเข้าไปในร่างกายของผู้ป่วยอีกครั้ง ช่วยเพิ่มโอกาสในการรอดชีวิตให้กับผู้ป่วย

ฟื้นฟูปอดให้ดียิ่งขึ้น หลังหายจากอาการ โควิดลงปอด

สภาพของปอดหลังจากการหายจากโรคโควิด-19 จะมีรอยแผลหรือพังผืดขึ้นตามอาการของความรุนแรงจากโควิด ทำให้ปอดขาดความยืดหยุ่น แลกเปลี่ยนออกซิเจนได้ไม่ดีเท่าเดิม ในทางการแพทย์จะแบ่งการฟื้นตัวของปอดของคนไข้ ออกเป็น 2 ประเภท 

  • กลุ่มแรก หลังจากหายโรค 2 สัปดาห์ เมื่อ X-Ray ปอดดูจะพบว่ายังมีฝ้าขาว แต่มีปริมาณเล็กน้อยเมื่อเทียบกับตอนที่ติดเชื้อ
  • กลุ่มสอง กลุ่มที่หายจากการติดเชื้อมาแล้ว 3-4 สัปดาห์ ร่างกายมีการฟื้นฟูกลับมาบ้างแล้วในบางส่วน แต่ยังรู้สึกเหนื่อยง่าย ไม่สดชื่น การหายใจยังไม่ปกติดี มีอาการหายใจไม่เต็มปอด

การฟื้นฟูสมรรถภาพทางปอดหลังจากหายโควิด แบ่งได้หลัก ๆ ทั้งหมด 3 ทาง ดังนี้

1. การฝึกการหายใจ การฝึกด้านการหายใจถือว่าจำเป็นอย่างมากในช่วง 2 สัปดาห์แรก จะช่วยแรงหายใจ เสริมให้เกิดการเคลื่อนไหวขยายตัวระหว่างทรวงอก ทำได้โดยการฝึกหายใจเข้าทางจมูก ลึก ๆ ช้า ๆ พร้อมทั้งยกเเขนทั้งสองข้างขึ้นมาด้านข้างลำตัว หายใจออกเป่าปาก จนกระทั่งลมหมดปอดพร้อมกับค่อย ๆ นำแขนลง ในช่วงแรกควรทำซ้ำทุก 1-2 ชั่วโมง แต่หากทำแล้วมีอาการเหนื่อย หายใจไม่ทัน หรือเวียนหัว ควรหยุดพักทันที

2. การบริหารปอด ถือว่าจำเป็นที่จะทำในช่วง 2 สัปดาห์แรกเช่นกัน เป็นการฟื้นฟูสมรรถภาพปอดอย่างหนึ่งที่ได้ผลดี โดยใช้เครื่องมือทางการแพทย์ที่ชื่อว่า  Triflow โดยการให้คนไข้ดูดลูกปิงปองที่มีทั้งหมด 3 ลูก ใน 3 ช่อง ซึ่งลูกปิงปองจะลอยขึ้นทั้งหมดกี่ลูกก็ขึ้นอยู่กับปริมาณลมที่สูดเข้าไป ยิ่งสูดมาก ลูกปิงปองก็ยิ่งลอยเยอะขึ้น ถือว่าเป็นการบริหารปอดในอีกรูปแบบหนึ่งที่ทำให้ปอดขยายเต็มที่ และช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของปอดให้ดีขึ้น ยืดหยุ่นมากยิ่งขึ้น

3. การออกกำลังที่ไม่หนักจนเกินไป สามารถทำได้ในช่วงหลังสัปดาห์ที่ 3-4 หลังจากหายติดเชื้อ แนะนำให้ออกกำลังกายในท่าที่ง่าย ๆ ไม่หนักจนเกินไป เช่น ลุกเดินบ่อย ๆ ไม่อยู่เฉย ๆ  เดินไว พอร่างกายเริ่มปรับตัวได้ค่อยขยับเป็นสิ่งที่หนักขึ้น ในช่วงแรกร่างกายอาจจะมีการอ่อนเพลียอยู่บ้าง แต่เมื่อทำซ้ำไปเรื่อย ๆ ร่างกายก็จะสามารถปรับตัวได้

สิ่งสำคัญที่สุด ในการดูแลปอดไม่ให้เชื้อ โควิดลงปอด คือ หลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดการติดเชื้อ ใส่หน้ากากอนามัย ล้างมืออย่างสม่ำเสมอ เว้นระยะห่าง หลีกเลี่ยงการเดินทางไปในพื้นที่แออัด เลี่ยงการสัมผัสหรือใกล้ชิดผู้ที่มีความเสี่ยงสูง ควรรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน พักผ่อนให้เพียงพอ เพื่อให้มีสุขภาพปอดที่ดี มีภูมิคุ้มกันที่แข็งแรง

หากอยากอ่านบทความดี ๆ เกี่ยวข้องกับสถานการณ์โควิดแบบนี้อีก ก็สามารถดูเพิ่มเติมได้ที่ Link

ติดต่อสอบถาม

📞 : 099 165 4462

📱FB : m.me/wecleanvr

📟 Line@ : @wecleanvr (มี @ข้างหน้าด้วย)

Source:

PMGHotpital Bangkokhearthospital Prachachat.net Vichaivej-nongkhaem Dailynews

บริการฉีดพ่นฆ่าเชื้อโดยทีมงานผู้เชี่ยวชาญ